สถิติ
เปิดเมื่อ30/11/2011
อัพเดท18/05/2012
ผู้เข้าชม49033
แสดงหน้า65715
ปฎิทิน
May 2013
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

บทความ

หน่วยการเรียนรู้ ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายงามพบพ่อ
หน่วยการเรียนรู้ ขุนช้างชุนแผน ตอนพลายงามพบพ่อ
สาระที่ ๑ การอ่าน
ตัวชี้วัด  ๑  อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้องและเหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน

ข้อตกลง   ให้นักเรียนอ่านออกเสียงข้อความข้างล่างนี้ โดยอ่านให้ออก อ่านให้คล่อง  ออกเสียงถูกต้อง  อ่านคำใดไม่ได้ให้บันทึกเอาไว้  มีอุปสรรคหรือปัญหาให้จดบันทึกแล้วรายงานในชั้นเรียนหรือรายงานครูผู้สอนเป็นการส่วนตัวก็ได้

            บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือ รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ขับเสภา ผู้แต่งบทเสภานี้เป็นกวีในราชสำนักสมัยนั้นหลายคน

เนื้อเรื่องขุนช้างขุนแผน กล่าวถึงชีวิตของขุนช้าง พลายแก้วซึ่งต่อมาได้เป็นตำแหน่งขุนแผน และนางพิมพิลาไลยหรือนางวันทอง  ทั้งขุนช้างและขุนแผนต่างก็รักนางวันทอง ขุนแผนได้แต่งงานกับนางวันทอง  ต่อมาขุนแผนทำผิดอาญาแผ่นดินจึงต้องหลบหนีคดีโดยพานางวันทองไปด้วย  เมื่อนางวันทองท้องแก่ใกล้คลอด ขุนแผนก็ออกมามอบตัวและถูกขังคุก ขุนช้างได้พานางวันทองไปอยู่ด้วย เมื่อนางวันทองคลอดบุตรเป็นชายได้ตั้งชื่อว่า “พลายงาม” ต่อมาขุนช้างรู้ว่าพลายงามเป็นบุตรของขุนแผน ไม่ใช่บุตรของตนจึงลวงไปฆ่าในป่า แต่โหงพรายผีที่ขุนแผนเลี้ยงไว้ได้ช่วยชีวิตเอาไว้และไปเข้าฝันนางวันทอง นางวันทองจึงพาพลายงามไปฝากไว้กับพระที่วัดเขา พระเณรก็ช่วยกันปฐมพยาบาลรักษาแผลที่ขุนช้างซ้อม
 
 
เกณฑ์การประเมิน ตัวชี้วัดที่ ๑
                 การอ่านร้อยแก้วจากนำเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนพลายงามพบพ่อ
               (นักเรียนสร้างตารางเกณฑ์ลงในกระดาษของนักเรียน
                 ผู้ใดไม่มีหลักฐานการประเมิน ผู้นั้นไม่ผ่านการประเมินในหัวข้อนั้น)

เกณฑ์การประเมิน
 
ใส่เครื่องหมายüถูกถ้าอ่านได้
ใส่เครื่องหมายûถ้าอ่านไม่ได้
ลงในช่องข้างล่าง
อ่านออก  
อ่านคล่อง  
เว้นวรรคถูกต้อง  
ออกเสียงพยัญชนะต้นถูกต้อง  
ออกเสียงสระถูกต้อง  
ออกเสียงวรรณยุกต์ถูกต้อง  
ออกเสียงตัวสะกดถูกต้อง  

เนื้อเรื่องตอนที่เรียน
            จะกล่าวถึงพลายงามทรามสงสาร       พึ่งสมภารอยู่ในห้องนั่งร้องไห้
พวกศิษย์เณรเถรชีต้นช่วยฝนไพล                   มาลูบไล้แผลที่มันตีรัน                       
 แล้วสมภารท่านก็หลับระงับเงียบ                  ยิ่งเย็นเยียบเยือกใจเมื่อไก่ขัน
เพราะแม่ลูกผูกจิตคิดถึงกัน                            เฝ้าใฝ่ฝันเฟือนแลเห็นแม่มา
            ดุเหว่าร้องซ้องเสียงสำเนียงแจ้ว          ให้แว่วแว่วว่าวันทองร้องเรียกหา
สะดุ้งใจไหววับทั้งหลับตา                              ร้องขานขาสุดเสียงแต่เที่ยงคืน
ครั้นรู้สึกสำนึกได้ไห้ละห้อย                           เจ้าพลายน้อยนิ่งนอนถอนสะอื้น
จนเคาะระฆังหงั่งเหง่งเสียงเครงครื้น                         สมภารตื่นเตือนชีต้นสวดมนต์เกณฑ์
คำศัพท์
            ทราม               แปลว่า                         น่า เช่น ทรามเชย –น่ารัก(คำว่าทรามยังใช้ใน
                                                                    ภาษาไทยถิ่นใต้ เช่น มะพร้าวทรามแกง ทรามเตะ)
            สมภาร             แปลว่า                    เจ้าอาวาส  หัวหน้าพระในวัดนั้น ๆ
            เถร,เถระ          แปลว่า                         พระผู้ใหญ่  พระอาวุโส
            ชีต้น                แปลว่า                         พระสงฆ์
            ฝน                   แปลว่า                         ถู เช่น ฝนยา คือเอายาสมุนไพรชุบน้ำแล้วถูไปมา
                                                                        กับภาชนะรองรับตัวยา
            ไพล                 แปลว่า                         ว่านชนิดหนึ่งมีต้นและใบคล้ายขิงหัวสีเหลือง
                                                                        คล้ายขมิ้น ใช้ทำยาแก้ฟกช้ำ ภาษามลายูถิ่น
                                                                        เรียกว่า บอลา (Bola)
            ไล้                    แปลว่า                         ทาโดยละเลงทั่วไป
            รัน                   แปลว่า                ตี บางทีจะใช้เป็นคำซ้อนเช่น ตีรัน หรือ ตีรันฟันแทง
            เฟือน               แปลว่า                         หลง ๆ ลืม ๆ
            ดุเหว่า              แปลว่า                         นกชนิดหนึ่งคล้ายกา คนท้องถิ่น อ.ปะนาเระ จ.
                                                                          ปัตตานีเรียกว่า นกตูวู่
       
แบบทดสอบ เก็บคะแนน ข้อละ ๑ คะแนน
จุดประสงค์ที่ ๓ จับใจความสำคัญ

๑. เนื้อความข้างต้นกล่าวถึงใครเป็นสำคัญ?
            ก.    พลายงาม                         ข. นางวันทอง                         ค. สมภาร     ง.พระเณร
๒.  “จะกล่าวถึงพลายงามทรามสงสาร          พึ่งสมภารอยู่ในห้องนั่งร้องไห้
          พวกศิษย์เณรเถรชีต้นช่วยฝนไพล         มาลูบไล้แผลที่มันตีรัน”  จากข้อความนี้ใครนั่ง
        ร้องไห้?
            ก.พลายงาม     ข. สมภาร        ค. ศิษย์เณร      ง. เถร ชีต้น
๓.   ข้อความที่ว่า “พวกศิษย์เณรเถรชีต้นช่วยฝนไพล             มาลูบไล้แผลที่มันตีรัน”  แสดงว่าบุคคลที่
        กล่าวถึงกำลังทำอะไร?
            ก. ช่วยกันลำเลียง                    ข. ช่วยกันเพาะปลูก
            ค. ช่วยกันปฐมพยาบาล           ง.  ช่วยกันต่อสู้
๔.  คำว่า “มัน”ในข้อ ๓ หมายถึงใคร?
            ก. ขุนช้าง        ข. ขุนแผน       ค. นางวันทอง             ง. สมภาร
๕. “จนเคาะระฆังหงั่งเหง่งเสียงเครงครื้น                  สมภารตื่นเตือนชีต้นสวดมนต์เกณฑ์”
            จากข้อความข้างต้น น่าจะระบุว่าเป็นเวลาใด?
            ก. เที่ยงคืน       ข.  ย่ำรุ่ง           ค.  เที่ยงวัน      ง. เย็นย่ำ
เกณฑ์การประเมิน ตัวชี้วัดที่ ๓
การจับใจความสำคัญ จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพลายงามพบพ่อ
(นักเรียนสร้างตารางเกณฑ์ลงในกระดาษของนักเรียน
ผู้ใดไม่มีหลักฐานการประเมิน ผู้นั้นไม่ผ่านการประเมินในหัวข้อนั้น)
ระดับการประเมิน
5 4 3 2 1 0
ตอบถูก
5   ข้อ
ตอบถูก
 4  ข้อ
ตอบถูก
  3  ข้อ
ตอบถูก
 2  ข้อ
ตอบถูก
1 ข้อ
ตอบไม่ถูกหรือ ไม่ปรากฏหลักฐานการสอบ
 
 
สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
ตัวชี้วัดที่ ๒ วิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน
 
ความไพเราะของวรรณคดี : ลักษณะสัมผัส
                            ความไพเราะของภาษาไทยประการหนึ่งคือความคล้องจองของเสียง  ความคล้องจองของเสียงทำให้จำข้อความได้ง่าย ทำให้ข้อความที่ฟังลื่นไหล รื่นหู เช่น
      “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา  ให้หาสินเมื่อใหญ่  อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน อย่าริระร่านแก่ความ”
จะเห็นว่าข้อความข้างต้นคล้องจองกัน
ดูอีกตัวอย่างหนึ่ง
      “คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว คนชั่วชอบทำลาย คนมักง่ายชอบทิ้ง คนจริงชอบทำ คนระยำชอบติ”(สุภาษิตหลวงพ่อสำเนียง วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม)
คำที่คล้องจองกันนี้เราเรียกว่า สัมผัส
สัมผัส มี  ๒ ชนิด คือ สัมผัสสระ  และสัมผัสอักษร
  สัมผัสสระ  คือสัมผัสของคำที่ประสมด้วยสระเดียวกันและสะกดด้วยมาตราแม่เดียวกัน  เช่น
  “เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ พระแสงสำอางข้างเคียง”(กาพย์พระไชยสุริยา)          
  ข้อความข้างต้นจะเห็นว่า สัมผัสสระ ได้แก่
  กวาง – ย่าง, เยื้อง – ชำเลือง,  เดิน – เชิญ,อย่าง – นาง, อาง – ข้าง 
หรือ
  “บ้านเมืองขัดแย้ง สายตาระแวงพาให้ว้าเหว่า ชีวิตดั่งเรือลำน้อยลอยเล แขวนบนเส้นด้ายปลายกระบอกปืน” (เพลง ทบ.๒ ลูกอีสาน)
  สัมผัสสระ ได้แก่  แย้ง – ระแวง,เหว่ – เล , ด้าย – ปลาย
หรือ
            จะกล่าวถึงพลายงามทรามสงสาร       พึ่งสมภารอยู่ในห้องนั่งร้องไห้
พวกศิษย์เณรเถรชีต้นช่วยฝนไพล                   มาลูบไล้แผลที่มันตีรัน                       
    ข้อความข้างต้นมีสัมผัสสระ ได้แก่
  งาม – ทราม, สงสาร – สมภาร,ห้อง – ร้อง, เณร - เถร,ต้น – ฝน, ไพล – ไล้,ที่ – ตี
ลองทำดู                                                                                                                                               จงจำแนกสัมผัสสระจากร้อยกรองที่กำหนดให้ข้างล่าง
              “ดุเหว่าร้องซ้องเสียงสำเนียงแจ้ว      ให้แว่วแว่วว่าวันทองร้องเรียกหา
สะดุ้งใจไหววับทั้งหลับตา                 ร้องขานขาสุดเสียงแต่เที่ยงคืน”
ทำถูกไหมครับ 
ตอบยังงี้ครับ
            ร้อง – ซ้อง,เสียง – สำเนียง, แจ้ว – แว่ว,ทอง- ร้อง,ใจ – ไหว,วับ – หลับ,ตา-ขา,
เสียง –เที่ยง
ศึกษาต่อครับ

สัมผัสอักษร คือสัมผัสระหว่างคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเป็นเสียงเดียวกันหรือคล้ายกัน คำที่ใช้สัมผัสอักษรจะประสมด้วยสระใดก็ได้ จะสะกดด้วยมาตราใดก็ได้  ดังตัวอย่าง
            “เขาคลอขลุ่ยครวญเสียงเพียงแผ่วผิว                             ชะลอนิ้วพลิ้วผ่านจากมานหมอง
 โอดสะอื้นอ้อยอิ่งทิ้งทำนอง                                                     เป็นคำพร้องพริ้ง พรายระบายใจ”
               (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  : นกขมิ้น)
จากร้อยกรองข้างต้น สัมผัสอักษรได้แก่
            เขา- คลอ- ขลุ่ย – ครวญ(พยัญชนะต้นเสียงเดียวกันต่างกันเฉพาะคำควบเป็นคำคล้ายกัน) เพียง – แผ่ว –ผิว(สัมผัสเสียงพยัญชนะ /พ/) มาน – หมอง (สัมผัสเสียงพยัญชนะ /ม/), โอด – อื้น – อ้อย – อิ่ง – ทิ้ง –ทำ, พร้อง – พริ้ง – พราย
หรือ
  “นานทีปีหน จะได้มาด้นดั้นไพร ยางยูงสูงใหญ่ แมกไม้แยะจัง ต้นโศกต้นสักต้นรักเต็งรัง ตองตึงต้นตั้งขึ้นอยู่ข้างต้นสะตอ” (เพลงกังวานไพร)
  จากเนื้อเพลงข้างต้น สัมผัสอักษรได้แก่
  ได้ - ด้น- ดั้น, ยาง – ยูง –ใหญ่, แมก – ไม้, โศก – สัก,รัก – รัง, ตอง – ตึง – ต้น – ตั้ง - สะตอ
หรือ
              “อย่าริรักในวัยเรียน   จงพากเพียรหาวิชา
              ก้าวลึกไปจึงรู้ตัวว่า    เจ็บช้ำอุราน้ำตานั้นนองไหลริน”
               (เพลง อย่าริรักในวัยเรียน ขับร้องโดยทิว สุโขทัย)
 จากเนื้อเพลงข้างต้น สัมผัสอักษรได้แก่
              ริ – รัก -เรียน,พาก- เพียร, น้ำ- นั้น-นอง
หรือ
              แล้วสมภารท่านก็หลับระงับเงียบ    ยิ่งเย็นเยียบเยือกใจเมื่อไก่ขัน
               เพราะแม่ลูกผูกจิตคิดถึงกัน             เฝ้าใฝ่ฝันเฟือนแลเห็นแม่มา
ข้อความข้างต้น สัมผัสอักษร ได้แก่
              ระงับ – เงียบ, ยิ่ง – เย็น – เยียบ –เยือก,เฝ้า – ใฝ่ – ฝัน –เฟือน,แม่ – มา
เราจะเห็นได้ว่าสัมผัสสระและสัมผัสอักษรทำให้คำมีความคล้องจองกัน  เมื่อยามอ่านจึงให้ความรู้สึกลื่น ไพเราะหู โดยเฉพาะเวลาอ่านออกเสียง  ดังนั้นเวลาเราอ่านร้อยกรอง เราต้องสังเกตดูลักษณะสัมผัสว่ามีหรือไม่ ร้อยกรองที่มีสัมผัสกับร้อยกรองที่ไม่มีสัมผัสให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร   ถ้าไม่มีสัมผัสจะไม่เรียกว่าร้อย  เพราะสัมผัสจะเป็นเครื่องโยงใยคำให้ร้อยติดต่อกัน  เมื่อคำไม่ได้โยงใยกันความไพเราะด้านเสียงก็ด้อย  แต่ถ้าข้อความนั้นมีสัมผัสอย่างน้อยก็ไพเราะระดับหนึ่ง  แม้ไม่มีความหมายก็ตาม  ดูตัวอย่างเพลงประกอบการเล่นของเด็ก ต่อไปนี้
              “ไอ้เข้ ไอ้โขง มะโรงไม้สัก ไอ้เข้ฟันหัก กัดคนไม่เข้า”
หรือ
              “รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เลือกท้องใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน พานเอาคนข้างหลังไว้”
              จะเห็นว่า เนื้อความในเพลงไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย เด็กก็เล่นเลียนแบบเอาอย่างการเล่นต่อ ๆ กันมา  ไม่ได้สนใจความหมาย แต่หลายคนยังจำเนื้อเพลงได้ เพราะคำที่ใช้ร้องนั้นมีสัมผัส
สัมผัสจึงทำให้ร้อยกรองมีความไพเราะ
แบบทดสอบ เก็บคะแนน
๑. จงระบุสัมผัสสระจากร้อยกรองที่กำหนดให้
              นางวันทองร้องไห้เมื่อใกล้รุ่ง   น้ำค้างฟุ้งฟ้าแดงเป็นแสงเสน
              ด้วยวัดเขาเข้าใจเคยไปเจน        โจงกระเบนมั่นเหมาะห่มเพลาะดำ
๒.  จงระบุสัมผัสสระจากร้อยกรองที่กำหนดให้
              ให้ขนมส้มสูกแก่ลูกรัก               สงสารนักจะร้างไปห่างแม่
              หนทางกาญจน์บุรีตรงนี้แล         จำให้แน่นะอย่าหลงเที่ยววงวน
๓. จงระบุสัมผัสอักษรจากร้อยกรองที่กำหนดให้
              แล้วถือไถ้ใส่ขนมผ้าห่มหุ้ม    ออกย่างดุ่มเดินเหย่าก้าวถลำ
              ลงจากเรือนเชือนมาข้างท่าน้ำ   แล้วรีบร่ำเดินตรงเข้าดงตาล
๔.  จงระบุสัมผัสอักษรจากร้อยกรองที่กำหนดให้
              ขอเดชะพระไพรข้าไหว้กราบ       ช่วยกำราบเสือสิงห์มหิงสา
              ทั้งปู่เจ้าเขาเขินขอเชิญพา              ไปถึงย่านะอย่าหลงเที่ยววงวน
              ทั้งพ่อคุณขุนแผนแสนวิเศษ          บังเกิดเกศแก้วตาสถาผล
              ช่วยลูกชายพลายงามเมื่อยามจน    ให้รอดพ้นภัยพาลถึงกาญจน์บุรี
เกณฑ์การประเมิน
สาระวรรณคดี  ตัวชี้วัดที่ ๒ วิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน
เกณฑ์การประเมิน ระดับการประเมิน
ข้อ 5 4 3 2 1 0
1 ตอบถูก
5   ข้อ
ตอบถูก
 4  ข้อ
ตอบถูก
  3  ข้อ
ตอบถูก
 2  ข้อ
ตอบถูก
1 ข้อ
ตอบไม่ถูกหรือ ไม่ปรากฏหลักฐานการสอบ
2 ตอบถูก
5   ข้อ
ตอบถูก
 4  ข้อ
ตอบถูก
  3  ข้อ
ตอบถูก
 2  ข้อ
ตอบถูก
1 ข้อ
ตอบไม่ถูกหรือ ไม่ปรากฏหลักฐานการสอบ
3 ตอบถูก
5   ข้อ
ตอบถูก
 4  ข้อ
ตอบถูก
  3  ข้อ
ตอบถูก
 2  ข้อ
ตอบถูก
1 ข้อ
ตอบไม่ถูกหรือ ไม่ปรากฏหลักฐานการสอบ
4 ตอบถูก
5   ข้อ
ตอบถูก
 4  ข้อ
ตอบถูก
  3  ข้อ
ตอบถูก
 2  ข้อ
ตอบถูก
1 ข้อ
ตอบไม่ถูกหรือ ไม่ปรากฏหลักฐานการสอบ
 
 
 
สาระการอ่าน
ตัวชี้วัดที่ ๓
การจับใจความสำคัญ จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพลายงามพบพ่อ

ขุนช้างขุนแผนตอนพลายงามพบพ่อ ตอน ๒
            นางวันทองร้องไห้เมื่อใกล้รุ่ง   น้ำค้างฟุ้งฟ้าแดงเป็นแสงเสน
ด้วยวัดเขาเข้าใจเคยไปเจน                  โจงกระเบนมั่นเหมาะห่มเพลาะดำ
แล้วถือไถ้ใส่ขนมผ้าห่มหุ้ม                 ออกย่างดุ่มเดินเหย่าก้าวถลำ
ออกจากเรือนเชือน มาข้างท่าน้ำ          แล้วรีบร่ำเดินตรงเข้าดงตาล
ถึงวัดเขาเช้าตรู่ดูลูกน้อย                     นั่งละห้อยแววตาน่าสงสาร
จะนั่งหยุดพูดจาจะช้าการ                   ลาสมภารพามาป่าสะแก
ให้ขนมส้มสูกแก่ลูกรัก                       สงสารนักจะร้างไปห่างแม่
หนทางบ้านกาญจน์บุรีตรงนี้แล          จำให้แน่อย่าให้หลงเที่ยววงวียน
อุตส่าห์ไปให้ถึงเหมือนหนึ่งว่า            ให้คุณย่าเป็นอาจารย์สอนอ่านเขียน
จงหมายมุ่งทุ่งกว้างตามทางเกวียน     ที่โล่งเลี่ยนลัดไปในไพรวัน
แล้วเกล้าจุกผูกไถ้ที่ใส่ของ                 ให้แหวนทองทุกสิ่งทำมิ่งขวัญ
แล้วกอดลูกผูกใจจะไกลกัน               สะอื้นอั้นออกปากฝากเทวา
ขอเดชะพระไพรข้าไหว้กราบ                         ช่วยกำราบเสือสิงมหิงสา
ทั้งปู่เจ้าเขาเขินขอเชิญพา                    ไปพบย่าอย่าให้หลงเที่ยววงวน
ทั้งพ่อคุณขุนแผนแสนวิเศษ                บังเกิดเกศแก้วตาสถาผล
ช่วยลูกชายพลายงามเมื่อยามจน          ให้รอดพ้นภัยพาลถึงกาญจน์บุรี
ใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านข้างต้น มีดังนี้

ใจความสำคัญ
              เมื่อย่ำรุ่ง นางวันทองได้แอบไปหาพลายงามที่วัดเขา  แล้วพลายงามไปส่งที่เส้นทางที่ไปเมืองกาญจนบุรี แล้วอ้อนวอนให้เทวดาทั้งหลายคุ้มครองพลายงามให้ปลอดภัยจนกระทั่งถึงเมืองกาญจนบุรี
คำศัพท์
            แสงเสน                       แสงสีแดงเข้ม
            เจน                              ชำนาญ(ภาษาถิ่นใต้นครศรีธรรมราชยังพูดกันอยู่)
            เพลาะ                          ผ้าสองผืนที่เย็บติดกัน เรียกว่าผ้าเพลาะ
            โจงกระเบน                 ม้วนชายผ้านุ่งสอดผ่านระหว่างขาแล้วเหน็บไว้ทาง               
                                                ด้านหลังบริเวณขอบผ้าบริเวณสะเอว
            ไถ้                                ถุงผ้าใช้ใส่ของ
            เดินดุ่ม                         ก้มหน้าก้มตาเดินไม่มองใคร
            เหย่า                             วิ่งช้า ๆ เร็วกว่าเดิน แต่ไม่เร็วจนเป็นการวิ่ง
            เชือน                            เถลไถล ไม่ตรงไปตรงมา
            สะแก                          ชื่อไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง(ค้นดูรายละเอียดจากอินเทอร์เน็ต)

สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
ตัวชี้วัดที่ ๒ วิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน
           
การวิเคราะห์  หมายถึงการแยกส่วนประกอบย่อยออกจากองค์ประกอบรวม  การแยกส่วนทำให้ทราบว่าองค์ประกอบรวมนั้นประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง เช่น โต๊ะตัวหนึ่ง เป็นองค์ ประกอบรวม เพื่อเราพิจารณาองค์ประกอบย่อยจะเห็นว่า โต๊ะประกอบด้วย ไม้ เหล็กฉาก ตะปู สี น้ำยาเคลือบ
            การวิเคราะห์วรรณคดีร้อยกรอง ก็เช่นเดียวกัน ในครั้งก่อนเราพิจารณาลักษณะสัมผัส นั้นเป็นการวิเคราะห์ลักษณะการแต่ง
ในเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมจะมีภาพสะท้อนสังคม ไม่ว่ากวีหรือผู้แต่งจะตั้งใจให้เกิดขึ้นก็ตาม  เช่น
            “ขายวัวสามพัน  มาหมั้นตัวเจ้าเอาไว้ พอมาเจอหนุ่มหน้าใหม่เจ้าคืนหมั้นไว้ทำได้ลงคอ”
                                                            (เพลงรอยไถแปร  ขับร้องโดย ก้าน   แก้วสุพรรณ)
เพลงนี้ขับร้องราว พ.ศ.๒๕๐๕  สะท้อนให้เห็นว่า สินสอดในการหมั้นสมัยนั้นเพียงสามพัน
หรือ
            “ต้องจากบ้านมา ถูกเกณฑ์เข้ามากรมทหาร หนุ่มทบ.๒ ลูกอีสาน มาประจำการชายแดนมาเลย์ บ้านเมืองขัดแย้ง สายตาระแวงพาให้ว้าเหว่ ชีวิตดั่งเรือลำน้อยลอยเล แขวนบนเส้นด้ายปลายกระบอกปืน”
                                                (เพลง ทบ.๒ ลูกอีสาน ขับร้องโดย ไผ่ พงศธร)
เนื้อเพลงข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า จากสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ทหารเกณฑ์อีสาน หรือกองทัพภาค ๒ ถูกส่งให้มาอยู่ในพื้นที่
หรือ
            “โปรดช่วยกันดูแล รักษาคนดี (เฉพาะที่ทำดีจริงๆ ทำแต่ปากไม่เกี่ยวครับ|
 กว่าจะมีคนที่ดี ดี ซักคน ยอมอุทิศตนเพื่อคนส่วนใหญ่
กว่าจะเจอคนที่เราเห็น ว่าเป็นคนใช่ ต้องรอนานเท่าใดจึงได้มา
  แต่คนดีก็อยู่กับเราไม่นาน โดนแรงเสียดทานโถมจนพ่ายล้า
ใครโง่ไม่เป็นใครเด่นเกินไป ต้องโดนคนว่า ทำถูกใจช้า ยังด่าทอ
  ใช้คนดีเปลืองฝืดเคืองคำชม โยนเรื่องทับถมถึงทนก็ท้อ
เมื่อทำดียากใครอยากจะทำดีต่อ ก่อนที่คนดีจะท้อจึงร้องขอแรงส่งมา
 โปรดช่วยรักษาคนดี เชิดชูคนที่เสียสละ
ไม่ถูกใจบ้างบางเวลา อย่าด่วนกล่าวหาจนถอดใจ
โปรดช่วยดูแลคนดี ให้มีศักดิ์ศรีและยิ่งใหญ่
ปกป้องคนดีให้มีชัย เพื่อให้ใครใครอยากทำความดี
  อยากให้มีคนที่ทำดี มากมาย ยืนหยัดสู้ไหวแรงใจมากมี
กว่าจะเจอก็อยากนักหนา ควรรักษาให้ดี ใช้เพชรที่เรามี อย่างรู้ค่า
            (เพลงโปรดช่วยกันดูแลคนดี  ขับร้องโดย  ตั๊กแตน ชลดา)
เพลงข้างต้น เราต้องอ่านแล้วเก็บใจความสำคัญโดยรวมจึงสามารถวิเคราะห์เนื้อเรื่องได้ว่าในสังคมปัจจุบันขาดแคลนคนดี
 
การวิเคราะห์วิถีไทยในเรื่องขุนช้างขุนแผน

        วิถีไทย หรือสังคมไทยจะปรากฏในวรรณคดีหรือวรรณกรรมแต่ละสมัยดังที่กล่าวมาแล้ว
ก่อนวิเคราะห์เราต้องมีพื้นฐาน ๒ ประการ คือ แปลความหมายของคำศัพท์ได้ และจับใจความสำคัญได้    ถ้าแปลความหมายของคำศัพท์ไม่ได้ต้องค้นหาความหมายของคำศัพท์จากพจนานุกรม
จากเนื้อเรื่องขุนช้างขุนแผนข้างต้นจะปรากฏวิถีไทย ดังนี้ คือ
          ๑. การแต่งกาย
          ๒. ภาชนะใส่ของ
          ๓. สภาพภูมิศาสตร์
          ๔.ความเชื่อ
          ๕.การศึกษา
๑. การแต่งกาย
          จากเนื้อเรื่องขุนช้างขุนแผนข้างต้น กล่าวถึงการแต่งกายว่า
            นางวันทองร้องไห้เมื่อใกล้รุ่ง              น้ำค้างฟุ้งฟ้าแดงเป็นแสงเสน
            ด้วยวัดเขาเข้าใจเคยไปเจน                  โจงกระเบนมั่นเหมาะห่มเพลาะดำ
                        เนื้อความนี้กล่าวถึงการแต่งกายสตรีว่า ผู้หญิงนุ่งผ้าโจงกระเบน และห่มผ้าเพลาะ  ลักษณะนุ่งผ้าโจงกระเบนเป็นการนุ่งผ้าผืนใหญ่ม้วนชายผ้านุ่งสอดผ่านระหว่างขาแล้วเหน็บไว้ทางด้านหลังบริเวณขอบผ้าบริเวณสะเอว  ส่วนผ้าเพลาะนั้นมีลักษณะเป็นผ้าสองผืนที่เย็บติดกัน  จึงกล่าวได้ว่าสตรีที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นวิถีไทยด้านหนึ่ง
หรือ
                        แล้วเกล้าจุกผูกไถ้ที่ใส่ของ                 ให้แหวนทองทุกสิ่งทำมิ่งขวัญ
ข้อความข้างต้นสะท้อนให้เห็นการไว้ทรงผมทรงหนึ่งของเด็ก คือการไว้จุก

เนื้อความโดยรวมของขุนช้างขุนแผนตอนที่ศึกษาคือ การแต่งกายของสตรีจะแต่งกายโดยนุ่งผ้าโจงกระเบนและห่มผ้าเพลาะ ส่วนเด็กจะไว้จุก
๒. ภาชนะใส่ของ
          วิถีไทยส่วนนี้สะท้อนให้เห็นภาชนะการใส่ของ กวีได้กล่าวว่า
            แล้วเกล้าจุกผูกไถ้ที่ใส่ของ                 ให้แหวนทองทุกสิ่งทำมิ่งขวัญ
เนื้อความตอนนี้กวีได้กล่าวถึงไถ้ หมายถึงถุงผ้าที่ใช้สำหรับใส่ของ เป็นถุงยาว มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่  สะท้อนให้เห็นว่าสมัยนั้นการใส่ของกินของใช้ในการเดินทางจะใช้ “ไถ้”
๓. สภาพภูมิศาสตร์
          สภาพภูมิศาสตร์เป็นสภาพที่เกี่ยวข้องกับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ปรากฏสภาพภูมิศาสตร์ ดังนี้
            ออกจากเรือนเชือน มาข้างท่าน้ำ          แล้วรีบร่ำเดินตรงเข้าดงตาล
ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพท้องถิ่นมีต้นตาลเยอะ
          นอกจากนั้นกวียังกล่าวว่า
            จงหมายมุ่งทุ่งกว้างตามทางเกวียน     ที่โล่งเลี่ยนลัดไปในไพรวัน
ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แถบนี้เป็นทุ่งกว้าง และป่าทึบ
          ทั้งทุ่งโล่ง ดงตาล และป่าทึบ เป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่สัมพันธ์กันทำให้เราเห็นว่าสภาพพื้นที่แถบนั้นเป็นที่ราบ
๔.ความเชื่อ
            ความเชื่อที่ปรากฏในเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนพลายงามพบพ่อ กวีได้แสดงในข้อความ
                                    แล้วกอดลูกผูกใจจะไกลกัน               สะอื้นอั้นออกปากฝากเทวา
                                    ขอเดชะพระไพรข้าไหว้กราบ                         ช่วยกำราบเสือสิงมหิงสา
                                    ทั้งปู่เจ้าเขาเขินขอเชิญพา                    ไปพบย่าอย่าให้หลงเที่ยววงวน
                                    ทั้งพ่อคุณขุนแผนแสนวิเศษ                บังเกิดเกศแก้วตาสถาผล
                                    ช่วยลูกชายพลายงามเมื่อยามจน          ให้รอดพ้นภัยพาลถึงกาญจน์บุรี
             จากข้อความข้างต้นสะท้อนให้เห็นความเชื่อด้านสิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติ ได้แก่ พระไพร อันหมายถึงเทพารักษ์ เทวดาผู้รักษาต้นไม้  ปู่เจ้าหรือเจ้าป่าเจ้าเขา  ความเชื่อเรื่องพระคุณพ่อสามารถป้องกันอันตรายแก่ลูกได้
๕.การศึกษา
          การศึกษาเป็นการพัฒนาความรู้   แหล่งการศึกษาในเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนนี้ กล่าวว่า

                        อุตส่าห์ไปให้ถึงเหมือนหนึ่งว่า            ให้คุณย่าเป็นอาจารย์สอนอ่านเขียน

จากข้อความข้างต้นสะท้อนภาพวิถีไทยให้เห็นว่าแหล่งการศึกษาของไทยประการหนึ่งคือศึกษาที่บ้าน คุณย่าสามารถเป็นผู้สอนหรือถ่ายทอดวิชาได้
 
          ทบทวนเรื่องการวิเคราะห์นิดหนึ่งว่า ก่อนจะวิเคราะห์เรื่องใด ให้อ่านเนื้อเรื่องให้เข้าใจเสียก่อน แปลความหมายของคำศัพท์ให้ได้  เข้าใจความหมายของสำนวนที่มี ถ้าไม่ทราบให้ค้นคำตอบให้ได้ก่อน   ตัวอย่าง
          การวิเคราะห์ ชื่อเพลง   โชว์เบอร์ไม่โชว์ใจ
เพียงแค่ชื่อเพลง เราวิเคราะห์อะไรได้บ้าง
จุดเด่นที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ความหมายอย่างเดียว   เราดูคำว่า [โชว์] และคำว่า  [เบอร์]  คำสองคำนี้เป็นคำยืมจากภาษาอังกฤษ ว่า [show] และ [number]  และเขียนทับศัพท์  คำว่า [number] เมื่อใช้พูดในภาษาไทยก็ตัดคำมากพยางค์ให้เป็นพยางค์เดียวเพื่อให้สะดวกกับการออกเสียงของคนไทย    จึงกล่าวได้ว่าในสมัยที่แต่งเพลงนี้ อิทธิพลภาษาอังกฤษมีในภาษาไทยแล้ว
หรือเพลง โจรใส่สูท ซึ่งพีรพัฒน์ คงเพชร เป็นผู้แต่ง เพลงนี้แค่ชื่อเพลงสะดุดใจให้เราวิเคราะห์ว่า โจร ที่ปรากฏในเนื้อเพลงน่าจะไม่ใช่โจรที่เรารับรู้กันโดยทั่วไปว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ผมเผ้ารุงรัง แต่เป็นโจรอีกระดับหนึ่งที่มีระดับชั้นเหนือกว่า ทำให้น่าติดตามฟังเนื้อเพลงต่อไป
 
นักเรียนและผู้สนใจติดตามวิเคราะห์ขุนช้างขุนแผนตอนพลายงามพบพ่อต่อไปได้